加载中…
正文 字体大小:

คำ(一)

(2009-12-13 20:36:06)
标签:

教育

คำ

บทคัดย่อ แม้ถึงว่าคำใดก็มีเสียงและความหมายแต่ไม่ใช่ทุกๆคำทำหน้าที่ในประโยคทั่วไปเหมื่อกัน  จึงบทนี้เราจะวิจัยหมวดคำของคำเป็นอย่างไรบ้างและหน้าที่ของคำในประโยคเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราเรียนรู้คำทางหลักภาษาดีขึ้น

คำสำคัญ   คำ , ประเภทของคำ , หน้าที่ของคำ

บทนำ

เวลาพูด เราพูดเป็นประโยคแต่คำเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่ใช้อิสระในประโยคเวลาเราพูด  ประโยคเราพูดถูกหรือไม่ เรารู้ทราบอย่างไร เราทราบว่าทุกๆภาษาก็มีหลักภาษาของเอง เราพูดภาษาควรจะตามหลักภาษา  ถ้าเราใช้ทุกๆคำถูกต้อง  อย่างนั้น ประโยคนั้นก็ถูกต้อง  คำใช้อย่างไรในประโยคทั่วไป   เรื่องนี้ก็คือหมวดคำของคำเป็นอย่างไรและคำทำหน้าที่ในประโยคทั่วไปเป็นอย่างไร

ส่วนประกอบของประโยค

ความสัมพันธ์ระหว่างคำในประโยคทั่วไปที่เราสามารถแบ่งออกเป็นหกชนิดได้แก่

๑. บทประธาน   ประโยคทั่วไปที่เราพูดมีสองส่วน  ส่วนที่อยู่ข้างหน้าเป็นข้อความที่จะบอกให้รู้ว่าผู้พูดหมายถึงใครหรือสิ่งของใด เราเรียกว่าภาคประธาน  ในภาคประธานมีคำเป็นคำหลัก คำหลักนี้เรเรียกบทประธาน

๒.บทกริยา  ส่วนที่อยู่ข้างหลังบอกกริยอาการหรือสภาพความเป็นไปของส่วนข้างหน้า  เราเรียกส่วนนี้ภาคแสดง ในภาคแสดงมีคำหลัก คำหลักนี้เราเรียกว่าบทกริยา  บทกริยาไม่จำเป็นต้องเป็นคำกริยาเสมอไป คำอื่นๆก็ได้

๓.บทกรรม หมายถึงว่าคนหรือสิ่งของที่รับกริยาอาการข้างหน้า

๔.บทเสริม  เป็นส่วนประกอบที่อยู่หลังบทกริยาเพื่อบอกว่าสภาพ ลักษณะ ผล จำนวน และเวลาเป็นต้น

๕.บทขยายนาม  เป็นส่วนที่ขยายคำนาม เพื่อบอกว่าลักษณะจำนวนหรือความเป็นเจ้าของ

๖.บทขยายกริยา  หมายถึงส่วนประกอบที่อยู่หน่าบทกริยาเพื่อบอกว่าลักษณะ สาเหตุ วิธีการและเวลาเป็นต้น

ประเภทของคำ

คำทุกคำในภาษาจะต้องอยู่ในหมวดคำใดคำหนึ่ง การที่คำอยู่ในหมวดคำใดนี่เองเป็นคุณสมบัติทางหลักภาษาของคำ  อย่างนี้คำตามหลักภาษาสามารถแบ่งออกเป็นกี่ประเภทได้แก่

๑.     คำนาม 

คำนามหมายถึงเป็นคำที่ใช้บอกชื่อคนหรือสิ่งของต่างๆ   คำนามสามารถแยกเป็น๓ประเภทได้

 ๑.๑ คำนามสามัญ  หมายถึงเป็นชื่อคนหรือสิ่งของต่องๆทั่วไป ร่วมสิ่งของที่มีความหมายเป็นนามธรรมและรูปธรรม  เช่น คน  บ้าน การค้า ความรัก  โรงเรียน

๑.๒ คำนามวิสามัญ   หมายถึงเป็นชื่อเฉพาะคนหรือสิ่งของ  เช่น วัดพระแก้ว   มหาสารคาม  วันแม่

๑.๓ คำสมุหนาม  หมายถึงเป็นชื่อคนหรือสิ่งของที่อยู่ในหมวดหมู่หรือประเภทเดียวกัน  เช่น  รัฐบาล  เครื่องดื่ม ประชากร วัสดุ

๒.   คำกริยา

คำกริยาหมายถึงเป็นคำที่ใช้บอกกริยาอาการหรือการเครื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเป็นต้น  คำกริยาสามารถแยกเป็น๗ประเภทได้

๒.๑ คำกริยาประเภทบอกกริยาอาการ  เช่น พูด  ฟัง  เขียน  โฆษณา

๒.๒คำกริยาประเภทบอกสภาพนิ่ง   เช่น  นอน  พัก  นิ่ง  คอย

๒.๓คำกริยาประเภทบอกความรู้สึกนึกคิด สภาพทางจิตใจ  เช่น รัก  ชอบ เข้าใจ เกลียด หวัง  แค้น

๒.๔คำกริยาประเภทบอกการเกิด การเปลี่ยนแปลง เช่น เกิด ปรากฏ เหลี่ยน ขยาย  สิ้น พัฒนา หมด

๒.๕คำกริยาประเภทบอกการดำรงอยู่  เช่น  มี   อยู่  ดำรง

๒.๖คำกริยาประเภทบอกการวินิจฉัย การอธิบาย  เช่น เป็น คือ เหมือน  เท่า คล้าย  

๒.๗คำกริยาประเภทบอกการทำให้  เช่น ทำให้ ขอ  ขอให้ ให้

บางคำกริยาต้องพานำบทกรรมมาด้วย บางคำกริยาไม่ต้องพานำบทกรรมมาด้วย อย่างนี้

ถ้าคำกริยาต้องรับบทกรรม คำกริยาอย่างนี้เราเรียกสกรรมกริยา เช่น  อ่านหนังสือ  แซ่หลี่  เล่นบอล

ถ้าคำกริยาไม่ต้องรับบทกรรม คำกริยาอย่างนี้เราเรียกอกรรมกริยา เช่น

นอน  พักผ่อน  ตรงข้าม

๓.   คำคุณศัพท์

คำคุณศัพท์ หมายถึงเป็นคำที่ใช้บอกว่ารูปร่าง ลักษณะของคน สัตว์และสิ่งของต่างๆรวมทั้งลักษณะของกริยาอาการและการเปลียนแปลง  เช่น ดี ชั่ว ใหญ่  บาง อุ่น โง่ ผิด แน่นอน ถูกต้อง

๔.   คำแทน

คำแทน   หมายถึงเป็นคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำประเภทอื่นๆ  คำแทนสามารถแยกเป็น๓ประเภทได้

๔.๑คำแทนบอกบุรุษ หมายถึงเป็นคำที่แทนชื่อคนหรือสิ่งของ  เช่น ผม คุณ ดิฉัน เธอ เขา มัน   ตัวเอง

๔.๒คำไม่ชี้เฉพาะ  หมายถึงเป็นคำที่ใช้แทนคน เรื่อง วิธีการ เหตุ ที่อยู่  เวลา สภาพและจำนวนที่ไม่แน่นอนเป็นต้น เช่น ใคร อะไร ไหน เท่าไร ยังไร ทำไม เมื่อไร

๔.๓คำบ่งชี้  หมายถึงคำที่ใช้แทนคน เรื่อง หรือสภาพ วิธีการ   เราใช้คำบ่งชี้บ่อยๆ เช่น นี่ นี้  นั่น นั้น โน้น  อย่างนี้  เช่นนี้  แบบนี้

ในภาษาไทยยังมีอีกประเภท คือ คำบอกความต่าง   หมายถึง เป็นคำทั่ใช้แทน แสดงว่าการต่างการ  เช่น ต่าง  บ้าง  ทุก อื่น แต่ละ

๕.   คำบอกจำนวน

คำบอกจำนวน หมายถึงเป็นคำบอกจำนวนที่เป็นตัวเลข  คำบอกจำนวนสามารถแยกเป็น๒ประเภทได้  ประเภทหนึ่งเป็นตัวเลขของจำนวน เราเรียกคำตัวเลขบ่อยๆ เช่น หนึ่ง  สอง  สาม  สิบ  หนึ่งร้อย  หนึ่งพัน  หนึ่งหมื่นประเภทอีกเป็นเลขบอกลำดับ เราเรียกคำบอกลำดับ  เช่น  ที่หนึ่ง  ที่สอง ที่สาม   ที่สิบ 

๖.    คำแยกประเภท

คำแยกประเภท หมายถึงเป็นคำบอกจำนวนที่แสดงเป็นหน่วย  ในภาษาจีนกลางกับภาษาไทย  คำแยกประเภทและคำบอกจำนวนมักจะใช้ประสมกัน คำแยกประเภทมีสองชนิด ได้แก่ คำแยกประเภทคำนามและคำแยกประเภทที่ใช้กับคำกริยา 

๖.๑คำแยกประเภทคำนาม หมายถึงคำที่เป็นหน่วยของคน สัตว์หรือสิ่งของต่างๆ  คำแยกประเภทคำนามแยกออกห้าพวก

๖.๑.๑คำแยกประเภทสิ่งต่างๆที่อยู่ลำพัง  เช่น ตัว  คัน ต้น ที่

๖.๑.๒คำแยกประเภทตามมาตราวัด  เช่น นิ้ว  ชั่ง ถัง ตารางวา

๖.๑.๓คำแยกประเภทที่ใช้กับสิ่งของที่อยู่รวมกัน  เช่น คู่ งวด กอง ไม้

๖.๑.๔คำแยกประเภทชั่วคราว  เช่น จาน  ขวด ถ้วย ลัง

๖.๑.๕คำแยกประเภทที่ซ้ำชื่อคำนาม  เช่น ตา  จังหวัด ทาง ประเทศ

๖.๒คำแยกประเภทที่ใช้กับคำกริยา  หมยถึงคำเป็นหน่วยบอกจำนวนครั้งของกริยาอาการและการเปลี่ยนแปลง  เช่น ครั้ง  เที่ยว  จบ  ที่

๗.   คำบุพบท

คำบุพบท  หมายถึงเป็นคำนำหน้าคำนามหรือคำแทน คำบุพบทเองใช้โดดๆไม่ได้ จะต้องประสมกับคำนามหรือคำแทนเสมอ เราเรียกวลีอย่างนี้ว่าวลีคำบุพบท  วลีเช่นนี้บอกสถานที่ ทิศทาง เวลา วัตถุประสงค์ และสาเหตุเป็นต้น เช่น ตาม ตลอด  ใน นอก ที่ ระหว่าง  ตั้งแต่ โดย  ด้วย เกี่ยวกับ  เพราะ

๘.   คำเชื่อม

คำเชื่อม หมายถึงเป็นคำที่เชื่อมคำกับคำ วลีกับวลีหรือระหว่างประโยคกับประโยค  เช่น และ กับ  แต่  ก็ตาม  นอกจาก  หรือ ไม่อย่างนี้  ถ้า ไม่ว่า

๙.     คำอุทาน

คำอุทาน หมายถึงเป็นเสียงที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงความรู้สึกบางอย่างหรือเป็นคำร้องทักหรือขานรับ เช่น ฮูเร อ้อ เอ อุ๋ย เฮ้อ  แน้ โอ้

๑๐. คำบอกมาลา

คำบอกมาลา หมายถึงเป็นคำที่ใส่ไว้ที่ท้ายประโยคเพื่อบอกน้ำเสียงบางอย่าง บางคำวางไว้อยู่หน้าประโยคได้ เช่น ให้ เถอะ ซิ่ หรอก หนอ

๑๑. คำกริยาวิเศษณ์

คำกริยาวิเศษณ์  หมายถึงเป็นคำที่อยู่หน้าคำกริยาหรือคำคุณศัพท์เพื่อทำให้ความหมายชัดเจนขึ้นหรือต่างออกไป เช่น บอกกาล  ขอบเขต ความถี่ สภาพ คำกริยาวิเศษณ์สามารถแยกออกเป็นหกพวกได้

๑๑.๑คำกริยาวิเศษณ์แสดงเวลา  เช่น เพิ่ง  เคย  กำลัง ทันที

๑๑.๒คำกริยาวิเศษณ์แสดงขอบเขต  เช่น ล้วน เพียง  อีก ด้วย

๑๑.๓คำกริยาวิเศษณ์แสดงสภาพ  เช่น มัว ทะยอย เรื่อย

๑๑.๔คำกริยาวิเศษณ์แสดงระดับ เช่น ที่สุด มาก  จริง เสียหน่อย ยิ่ง ทีเดียว

๑๑.๕คำกริยาวิเศษณ์แสดงความปราถนา เช่น พึง ควร อาจ ต้อง

๑๑.๖คำกริยาวิเศษณ์แสดงความปฏิเสธ  เช่น ไม่ มิ ไม่ได้ อย่า มิได้ 

๑๒.คำเชื่อมสัมพันธ์

     คำเชื่อมสัมพันธ์  หมายถึง เป็นคำช่วยในการประสมเป็นวลีประเภทต่างๆ คำเชื่อมสัมพันธ์เป็นคำที่ไม่ความหมายเมื่ออยู่โดดๆ  คำเชื่อมสัมพันธ์สามารถแบ่งออกเป็นสี่พวกได้

๑๒.๑คำเชื่อมสัมพันธ์แสดงการสังกัด  เช่น ของ แห่ง สำหรับ  โดย

๑๒.๒คำเชื่อมสัมพันธ์แสดงลักษณะหรือแตกต่าง เช่น ที่ อัน ดัง อย่างที่

๑๒.๓คำเชื่อมสัมพันธ์แสดงสภาพ เช่น อย่าง แบบ โดย

๑๒.๔คำเชื่อมสัมพันธ์แสดงระดับหรือผล เช่น ให้ ได้ จน ที่จะ เสีย

๑๓.คำบอกเวลา

       คำบอกเวลา หมายถึงเป็นคำที่ใช้บอกเวลา  เช่น เดี๋ยวนี้  ปีกลาย ตอนเช้า เมื่อนวัน  พรุ่งนี้ สมัยโบราณ

๑๔.คำบอกทิศทาง

      คำบอกทิศทาง  หมายถึง เป็นคำที่ใช้บอกทิศทางหรือสถานที่  คำบอกทิศทางสามารถแยกออกเป็นสองพวกได้

๑๔.๑คำบอกทิศทางคำมูล  เช่น  บน ขวา ซ้าย ใต้ ตะวันออก ตะวันตก กลาง

๑๔.๒คำบอกทิศทางคำประสม  เช่น ข้างหน้า ภายใน ทางขวา ตรงกลาง

 

阅读 评论 收藏 转载 喜欢 打印举报
已投稿到:
  • 评论加载中,请稍候...
发评论

       

    验证码: 请点击后输入验证码 收听验证码

    发评论

    以上网友发言只代表其个人观点,不代表新浪网的观点或立场。

      

    新浪BLOG意见反馈留言板 不良信息反馈 电话:4006900000 提示音后按1键(按当地市话标准计费) 欢迎批评指正

    新浪简介 | About Sina | 广告服务 | 联系我们 | 招聘信息 | 网站律师 | SINA English | 会员注册 | 产品答疑

    新浪公司 版权所有